[BT] ทัตสึมิ 000 : Ordinary Day
posted on 24 Jan 2009 23:26 by kugutsu in Blodwen
ทัตสึมิ 000 - Ordinary Day
หิมะต้นเดือนมกราคม ทำให้รู้สึกอยากเห็นทะเลขึ้นมา
3.50 am
ตีสามห้าสิบนาที ท้องฟ้ามืดสนิท ผมขับรถตรงไปยังชายหาด ตัวรถสั่นสะเทือนเมื่อหักพวงมาลัยลงจากถนนลาดยางไปยังพื้นหิมะที่กองทับถมอยู่บนผืนทราย วินาทีหนึ่งผมพะวงว่าล้อรถอาจจะติดบนหิมะ .. แต่ความกังวลนั้นหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมองเห็นทะเล … ช่างมันปะไร ผมคิด
ในโลกนี้มีเรื่องเป็นร้อยพันที่ผมไม่สามารถตัดใจ ‘ช่างมัน’ ได้ เพราะฉะนั้น การตัดใจ ‘ช่างมัน’ กับเรื่อง
เล็กๆน้อยๆแบบนี้ช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น น้อยนิด แต่ก็ดีขึ้น แม้ว่าอีกสามสิบนาทีหลังจากนี้ผมอาจต้องปวดหัว วิ่งเข้าเมืองหาคนมาช่วยลากรถขึ้นจากหล่มหิมะก็ตามที
ผมหยุดรถห่างจากแนวฝั่งคลื่นไม่กี่เมตร ก่อนจะเปิดไฟสูงส่องตรงไปข้างหน้า ภาพที่เห็น หิมะสีขาวโปรยปรายลงทะเลช้าๆ ก่อนจะสลายหายไปทันทีเมื่อสัมผัสผิวหน้าน้ำ
ผมปลดเข็มขัดนิรภัยออก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ เขม้นมองภาพตรงหน้า พลางปล่อยให้ความคิดเลื่อนไหลหลุดลอยลงทะเล
เช่นเดียวกับหิมะที่ตกลงน้ำ ความคิดของผมเป็นเพียงแต่ก้อนความคิดว่างเปล่า เลื่อนลอยไร้ประโยชน์ ไม่มีพลังแม้จะขับเคลื่อนสิ่งใด ไม่มีพลังแม้จะหยุดตัวของมันเอง
กล่าวให้ชัด บ่อยครั้งเหลือเกินที่ความคิดของผมดูเหมือนหลุดเคลื่อนเป็นเอกเทศจากสิ่งที่ผมทำ อย่างนาทีนี้ผมอาจคิดถึงภรรยาของผมแทบบ้า ผมอาจคลุ้มคลั่งละเมอคร่ำครวญถึงเธอ ผมอาจคิดหาคำพูดเป็นร้อยพันพูดเพื่อดึงให้เธอเปลี่ยนใจ แต่ท้ายสุดผมก็คงไม่ขยับเคลื่อนออกจากที่ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเพื่อดึงเธอกลับมา ตรงกันข้ามผมนั่งเฉยๆ มองเธอเดินออกจากชีวิต เหมือนไม่แยแส ทั้งที่การจากไปของเธอสร้างหลุมดำลึกในใจผม...
ชีวิตผมดำเนินด้วยจังหวะนี้ ผมคิดแต่ไม่ทำ หรือบางครั้งผมทำ ตรงข้ามกับสิ่งที่คิด
หิมะโปรยปรายแตกสลายเมื่อสัมผัสฟองคลื่น ความคิดของผมก็เช่นกัน
5.05 am
เสียงเครื่องยนต์แล่นมาตามพื้นถนน ดึงผมขึ้นจากทะเล ผมมองกระจกหลัง มอเตอร์ไซค์คุ้นตาแล่นเอื่อยเฉื่อยมาจอดบนถนนไม่ไกลจากรถผมนัก ชายในชุดเครื่องแบบลงจากมอเตอร์ไซค์ เขาเดินช้าๆลงมาตามชายหาด มีกระบอกไฟฉายในมือ คุณตำรวจกระชับเสื้อนอกเข้าหากัน ปกคอเสื้อปลิวสะบัดตามแรงลม ผมเลื่อนกระจกรถลงเมื่อเขาเดินมาถึง เป็นดังคาดอากาศนอกตัวรถหนาวใช่เล่น ผมนึกสงสารคุณตำรวจที่ต้องบึ่งมอเตอร์ไซค์ฝ่าลมในสภาพอากาศเช่นนี้
“ทำให้ต้องลำบากอีกแล้วเหรอครับ” ผมชิงพูดก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร นายตำรวจหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะเบาๆ เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“ผมก็แค่ผ่านมาเท่านั้นเอง ยังไม่มีใครแจ้งอะไรมาหรอก” ไอเย็นขาวขุ่นถูกเป่าออกมากับทุกคำที่เขา พูด
“ค่อยยังชั่วหน่อย ผมนึกว่ามีใครไปแจ้งอะไรแปลกๆไว้ซะอีก” ผมตอบ ก่อนหน้านี้เคยมีคนแจ้งไปว่าผมพยายามฆ่าตัวตาย ทั้งที่ผมก็แค่ยืนคิดอะไรคนเดียวบนสะพานเท่านั้นเอง
“คุณทัตซึมิก็อย่าเที่ยวมานั่งเหม่อในที่แปลกๆสิครับ มาเจอแบบนี้ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นคุณ ผมอาจคิดว่าคนขับตั้งใจบึ่งรถลงทะเลแหงๆ” เขาพูด ส่วนผมได้แต่ยิ้มแหย เป็นคำตอบ
“อีกเดี๋ยวก็คงจะกลับแล้วล่ะครับ” ผมบอกนายตำรวจ เขาพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะถอยออกห่างจากรถเล็กน้อยเมื่อผมเริ่มติดเครื่องยนต์
“หวังว่าล้อคงไม่ติดอีกหรอกนะ”เขาพูด
“ไม่รู้ซิ ต้องลองถอยดูก่อน” ผมตอบ พลางนึกถึงคราวก่อนที่ผมขับลงมาบนชายหาดแบบนี้ น่าจะราวซักสองหรือสามเดือนก่อน ต้องพึ่งแรงคุณตำรวจช่วยดันกันยกใหญ่ แถมท้ายสุดยังต้องขอให้ชาวประมงที่อยู่ไม่ไกลจากนี่มาช่วยอีกคน
คราวนี้ไม่มีปัญหา หิมะจับตัวแข็งบนพื้นทราย รถผมสั่นแต่ก็ไม่สะดุดติดอะไร
“ไม่มีปัญหาครับ” คุณตำรวจพยักหน้าเป็นคำตอบ
ผมกำลังจะเลื่อนกระจกรถปิด พอดีกับที่เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“จริงสิ คุณทัตสึมิ… คุณลุงชาวประมงเสียแล้วล่ะ”
ผมรับฟังข่าวที่คุณตำรวจบอก ภาพชายชราแข็งแรงที่เคยช่วยออกแรงผลักรถที่ทั้งผมทั้งคุณตำรวจช่วยกันสองคนทั้งผลักทั้งดันยังไงก็ไม่เคลื่อนออกจากที่ฉายชัดเจนในหัว ทั้งที่แข็งแรงขนาดนั้นแท้ๆ
“น่าเสียดายนะ”
… ผมพึมพำตอบ น่าจะมีซักคำแสดงความเสียใจที่เข้าท่ากว่านี้ แต่วินาทีนี้ผมกลับนึกอะไรไม่ออก
ผมบอกลาคุณตำรวจ ถอยรถกลับไปยังถนน ก่อนจะขับกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมขับผ่านถนนเล็กๆเรียบทะเล พลางจินตนาการถึงเรือหาปลาลอยลำอยู่ในผืนน้ำ น่าจะเป็นภาพในอดีตติดตาที่เห็นอยู่ทุกวัน แต่ถึงตอนนี้ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไหร่ ผมกลับนึกไม่ออกซักนิดว่าเรือลำนั้นหน้าตาเป็นยังไง … น่าเศร้านะ
.
.
.
.
.
5.35 am
ผมกลับถึงบ้าน เปิดตู้เย็น ขวดนมที่ยังไม่ได้ดื่มวางเรียงกันเป็นแถว คนส่งนมมาส่งนมทุกวัน แม้ผมจะไม่ดื่มทุกวัน เด็กหนุ่มท่าทางแข็งแรงสดใส … เด็กบ้านโดโนวาน ขันแข็งส่งนมทุกเช้าพร้อมรอยยิ้มเริงร่า ผมควรจะบอกเลิกบริการหากไม่ได้ดื่มนม แต่อดีตภรรยากล่าวเป็นมั่นเมื่อนานมาแล้ว เธอว่าการมีขวดนมวางหน้าบ้านตอนเช้าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่งดงามของชาวบลอดเวน หกโมงเช้าทุกหน้าประตูบ้านมีขวดนมวางไว้ หากขาดซักหนึ่งบ้าน ภาพเมืองสุขสงบไม่มีทางสมบูรณ์แบบ
บนขวดนมไม่มีวันหมดอายุ ผมหยิบขวดที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาหมุนดูก่อนจะยกดื่มครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง ผมยืนลังเลอยู่ราวนาที ตัดสินใจเทมันลงในชามข้าว วางไว้ข้างตู้เย็น…
ผมเหลือบมองนาฬิกา มีเวลาเหลืออีกเกือบสองชั่วโมงก่อนจะต้องอาบน้ำไปทำงาน ผมใช้เวลาที่เหลือ อ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด หนังสือเล่มโปรดของภรรยา เธอเคยบอกว่าตัวเอกเหมือนผม วรรณกรรมญี่ปุ่นแปลถึงเจ็ดสิบสองภาษาทั่วโลก ผมหาได้แค่ภาษาอังกฤษ (เธอมีฉบับภาษาญี่ปุ่น แต่แน่อยู่แล้วเธอนำมันติดตัวไปด้วยตอนเธอจากไป) ตัวเอกของเรื่องเป็นนักศึกษาเปลี่ยวเหงา ที่มาพบกับอาจารย์อมทุกข์ ชายซึมเศร้าที่ลงเอยจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหนผมนึกไม่ออกเอาซะเลยว่าผมเหมือนเขาที่ตรงไหน
ป่วยการ ผมปิดหนังสือจัดการธุระที่ยังคั่งค้าง
6.40 am
หกโมงสี่สิบนาฬิกา อาบน้ำ แต่งตัว ก่อนจะเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อเก็บขวดนม กับ หนังสือพิมพ์ ที่เพิ่งมาส่งเช้านี้เข้าบ้าน ผมยืนอยู่หน้าบ้าน เสียงหมาเห่าระงม กว่าจะได้ทันระวังตัวก็โดน ‘หนูตะเภา’ กระโจนเข้าใส่ซะแล้ว
ผมถอยหลังติดรั้วบ้านมีเจ้าหนูตะเภาโถมเกาะอยู่ที่ตัว ขามหึมาตะกุยเสื้อเชิตทำงาน ประทับตรารอยเท้าเป็นปื้น เป็นอันว่าเดี๋ยวผมต้องเข้าไปเปลี่ยนเสื้อใหม่
“หนูตะเภา มานี่นะ เจ้าบ้าเอ้ยย” เจ้าของเสียงคือกลัซ เป็นคนดูแลหมาพวกนี้ เขาอยู่บ้านเช่าตรงข้าม
ชายหนุ่มพยายามดึงเชือกที่ล่ามเจ้าหนูตะเภาไว้ แต่เชือกล่ามสุนัขหลายสายในมือพันกันยุ่งเหยิง เห็นแล้วน่าสงสารพิกล กลัซจูงหมาห้าหกตัว เตรียมพาออกไปเดินเล่น ส่วนใหญ่เป็นหมาพันธุ์ทาง หน้าตาไม่น่ารักซักตัว
.. อา ตัวนี้ก็ไม่น่ารักเหมือนกัน ผมคิดพลางก้มมองเจ้าหนูตะเภา มันเงยหน้ามองผม แลบลิ้นแฮ่กๆ ผมใช้มือข้างที่ถือม้วนหนังสือพิมพ์ ตบบนหัวมันเบาๆ แบบพยายามจะเอ็นดู ผลก็คือหนังสือพิมพ์ของผมถูกแย่งไปอยู่ในปากน้ำลายเยิ้มของมันเรียบร้อย .. แถมยังวิ่งวนรอบๆตัวเหมือนจะให้ผมเล่นแย่งกลับไปอีก … ใครจะไปเล่นกับแกกัน
“แหะ แหะ ขอโทษครับ” กลัซพูดเขายิ้มแห้งๆ
“ไม่เป็นไร” ผมตอบปัดขากางเกงที่มีรอยเท้าเบอเรอแปะอยู่ …
“แล้วเจ้าของมันล่ะ” ผมถามถึงคุณแมคอาแวร์ ระยะหลังนี้เหมือนมีเรื่องให้เจอกันบ่อยไม่น้อย ผมนึกถึงแม่แมวสีเทาที่นอนหลับอยู่ในสวน
“ยังไม่ตื่นหรอกครับ ผมพามันมาเดินเล่นน่ะ น่าสงสารออกถ้าต้องรอคุณเกลตื่นก็บ่ายโน่น” … นั่นสินะ สบายชะมัด พวกว่างงานเนี่ย ผมคิดในใจ ก่อนจะพยักหน้า
“เดินดีๆล่ะ” ผมบอกกลัซ ก่อนจะเดินเข้าบ้าน พร้อมขวดนมในมือ
เดินดีๆล่ะ ผมทวนคำที่เพิ่งพูดกับตัวเอง .. พูดซ้ำอีกรอบฟังดูแก่ชะมัด
7.30
เจ็ดโมงครึ่งผมก้าวขาเข้าออฟฟิศ กล่าวทักทายพนักงานในออฟฟิศ ก่อนจะเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน หนังสือพิมพ์ พร้อมกระดาษโน้ตมากมายวางรอท่า ผมเปิดคอมพิวเตอร์ เช็คเมล์ จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ไม่นานนัก มิสนาตาลี นำกาแฟเดินมาให้ที่โต๊ะ ผมกล่าวขอบคุณ กลิ่นกาแฟสำเร็จรูปทรีอินวันที่คุ้นเคยกรุ่นในแก้วสตาร์บัคของผมเอง กาแฟรสชาติเหมือนน้ำล้างกาแฟ บางทีพรุ่งนี้ผมน่าจะออกไปซื้อกาแฟข้างนอกก่อนเข้าออฟฟิศ
ผมถอนหายใจ ค้นหาเบอร์บัญชีของชาวประมงที่เพิ่งเสียไป บัญชียังไม่ถูกปิด น่าจะยังไม่มีใครมาแจ้งอะไร ตัวเลขในบัญชีมากโข เงินออมทั้งชีวิต แทบจะไม่เคยเบิกมาใช้ น่าเสียดายเขาจากไปก่อนที่จะได้ใช้มัน ผมโทรบอกให้คนดูแลเอกสารลูกค้านำแฟ้มข้อมูลของชาวประมงมาให้ ก่อนจะส่งมันต่อให้อีกส่วนช่วยระงับบัญชีไม่ให้มีการถอนหรือฝาก จนกว่าจะมีญาตินำเอกสารมายื่นขอปิดบัญชี
วันทำงานอีกวัน
เหลือบมองปฏิทินบนโต๊ะ ทุกๆวัน มีวันเดือนปีกำกับตายตัวเหมือนชื่อเรียกขาน
แต่แล้วยังไง ในเมื่อมันก็เหมือนกันหมดทุกวัน
12.30
เดินออกไปซื้อขนมปังที่ร้านเบเกอรี่เป็นอาหารกลางวัน เด็กผู้ชายที่ขายเป็นคนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมสีทอง ตาสีเขียว ยิ้มสวยน่าประทับใจ ไม่แจ่มใสเท่าเด็กฝรั่งเศสที่คอยส่งจดหมายให้ แต่ก็ไม่น้อยกว่า เวลามองชวนให้นึกถึงรูปวาดสำเร็จของเทวดาตัวเล็กๆ เขาแนะนำตัวว่าชื่อ ซานัน เพิ่งย้ายมาไม่นาน ผมซื้อแซนด์วิชทานในร้าน ในหัวนึกหาเหตุผลที่เด็กอายุสิบสี่ยิ้มสวยขนาดนี้จะย้ายมาตั้งถิ่นฐานในเมืองเล็กๆอย่างบลอดเวน …
กลับมาที่ทำงานตอนบ่าย ลูกค้าท่านหนึ่งกำลังยืนเสียงดังอยู่ที่เคาท์เตอร์ สายตาทุกคู่ในโถงธนาคารจับจ้องไปยังต้นเสียง มิสเมลานี่ ที่เป็นเทลเลอร์ กับคุณฮาร์เปอร์หัวหน้าเทลเลอร์ ยืนประจันหน้ากับลูกค้าสีหน้าอึกอักลำบากใจ ทั้งคู่หันมามองผมอย่างมีความหวังทันทีที่เห็นผมก้าวขาเข้าธนาคาร
ลูกค้าที่มาเป็นลูกสาวของชาวประมงที่เสียชีวิต มาขอถอนเงิน ปิดบัญชีของคุณพ่อ แต่ทางธนาคารปฏิเสธ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรซักอย่างที่แสดงว่าหล่อนเป็นทายาท หรือ ผู้จัดการมรดก … เรื่องน่าเศร้าของระบบจัดการ คนทั้งธนาคารทราบดีว่าหล่อนเป็นลูกสาวของชาวประมง คุณฮาร์เปอร์ กับคนอีกค่อนธนาคาร รวมทั้งผมด้วย ทุกคนเคยเห็นหล่อนมาที่ธนาคารกับพ่อ แต่เพราะไม่มีเอกสารจากทางการ ทางเราไม่สามารถดำเนินตามที่ร้องขอได้ทันที ผมอธิบาย เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของท่าน เราไม่อาจยินยอมให้เกิดการถอนเงินไปเป็นค่ารักษาพยาบาลหลานชายอันเป็นที่รักของผู้ล่วงลับได้จนกว่าท่านจะมีใบออกโดยราชการว่าท่านเป็นผู้รับมอบอำนาจโดยชอบธรรม คำอธิบายใจดำแร้นแค้นหลุดจากปากผม ใจดำกระทั่งผมยังนึกแค้นตัวเอง
ท้ายสุดคุณผู้หญิงยอมพ่าย ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากธนาคาร หล่อนแค้นใจจนน้ำตาซึม ก่อนออกจากธนาคารไม่ลืมเขียนใบแสดงความคิดเห็นยาวเหยียด …
ใบแสดงความคิดเห็นถูกส่งให้ผมตอนเย็น ผมโยนมันลงถังขยะ … มันเป็นเรื่องของระบบ ผมทำอะไรไม่ได้
ถ้าหากชาวประมงยังมีชีวิตอยู่เขาคงคิดว่าไม่น่าช่วยเข็นรถให้คนอย่างผมเลยจริงๆ
18.30
ออกจากธนาคาร แวะกินข้าวที่ร้านของมิสลาตัวร์ คนเยอะรอนาน แต่อาหารอร่อย ผมนั่งทานคนเดียว เป็นเรื่องปกติของผมที่จะนั่งทานคนเดียว แต่วันนี้กลับนึกขึ้นมาได้ว่า ในเมืองเล็กๆที่ทุกคนรู้จักกัน การนั่งกินอาหารคนเดียวดูโดดเดี่ยวเอาเรื่อง ผมย้อนนึกถึงสมัยเรียนมัธยมในโรงเรียน การนั่งทานข้าวกลางวันคนเดียว ก็เหมือนมีป้ายใหญ่มหึมาแปะไว้บนหัวว่า “ผมมันคนไม่มีเพื่อนครับ” ยังไงยังงั้น ผมถอนหายใจมองไปรอบข้างมองหาคนรู้จัก ก็มีอยู่หรอก แต่จู่ๆจะให้ยกถาดไปนั่งกับเขาเนี่ยมันก็อีกเรื่อง ท้ายสุดผมตัดความคิดนั้นออกไป จัดการสปาเกตตี้ตรงหน้าให้หมด สั่งเช็คบิลล์ ออกจากร้านโดยไม่ได้ทักทายใครซักคน
19.15
หนึ่งทุ่มสิบห้านาที พอเริ่มมืดอากาศก็เริ่มหนาว ผมกระชับเสื้อโค้ทกับผ้าพันคอ เดินออกจากร้านอาหารไปตามถนน กลับไปยังรถที่จอดไว้ที่ทำงาน ขับกลับบ้าน นี่ไม่ใช่คืนที่ผมอยากเดินเตร็ดเตร่ในเมือง อากาศโหดร้ายเกินกว่าจะทำเช่นนั้น แถมการนั่งคนเดียวในร้านอาหารชวนให้รู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้… ผมนึกถึงตัวละครในหนังสือ เด็กหนุ่มนักศึกษาผู้เปลี่ยวเหงาในหน้าหนาว ได้รับจดหมายลาตายจากอาจารย์ที่เขาชื่นชม …ไม่ว่าในแง่มุมไหน หนังสือเหงาจนน่าเวทนา นี่เธอหมายความว่ายังไงกันแน่ตอนที่บอกว่าผมเหมือนตัวเอกในหนังสือเล่มนั้น
ผมขับรถกลับถึงบ้านในอีกสิบนาทีถัดมา ไฟบ้านปิดเงียบ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
ผมลงจากรถเปิดประตูบ้าน ถอยรถเข้าไปจอด ตอนนั้นเองที่มิสเตอร์แมคอาแวร์โผล่มา เขาช่วยลากประตูเหล็กปิด เมื่อผมถอยรถเสร็จ
“ไฮ” เขาเอ่ยพลาง ยกมือที่ถือถุงพลาสติกขึ้น
“ซื้อมาฝาก เป็นการขอบคุณเรื่องเมื่อวานที่ช่วยผมจากเกาะ” เขาพูด ผมเดินลงจากรถ เพิ่งสังเกตว่าเจ้าหนูตะเภาไม่ได้มากับเขาด้วย เขายื่นถุงพลาสติกให้ผม ข้างในเป็นอาหารกระป๋องของแมว
“…”
“ตกลงว่า ?” เมื่อเห็นผมอึ้งไป เขายิงคำถาม ตกลงว่า ... ช่างเป็นคำถามค้างครึ่งๆกลางๆ เพราะคนถามไม่มั่นใจว่าจะถามมันออกมายังไงซะจริง
“….ถ้านมในครัวหมดล่ะก็นะ” ผมพูดขึ้น
“ห๊ะ ?”
“ ถ้านมในครัวที่ผมเทไว้เมื่อเช้าหมด … คุณต้องรับผิดชอบ คุณแมคอาแวร์” ผมพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านมีคุณแมคอาแวร์เดินตามหลัง
เมื่องับประตูบ้านปิด ผมได้ยินเสียงแมวร้องเบาๆ ดังมาจากในครัว
…….
-[end part]-----------------------------------
Author's Note: เห้ยทำไมกลายเป็นเรื่องผีไปแล้ว ความผิดอีฟฟฟ ความผิดอีฟฟฟ นั่นแหล่ะ อากลายเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เลี้ยงแมวผีซะแล้ว เรื่องมันจะดำเนินไปแบบไหนว่ะเนี่ย … พระเจ้าช่วย …แถมยังไม่มีเนื้อเรื่องอีก เนื้อเรื่องอยู่ตรงส่วนไหนว่ะเนี่ย- - อาแต่มันเป็น Daily Life นี่นาไม่เห็นต้องมีเนื้อเรื่องเลย …รึเปล่าว่ะ เขียนในช่วงจิตตก หวิดจะฆ่าทัตสึมิอยู่หลายรอบมาก … ขับรถลงทะเลแม่งไปเลยดีกว่าตาแว่นเอ้ยย OTZ อา สิ้นหวังแล้ว
คราวหน้าจะพยายามให้มันดีกว่านี้นะ T_T ตอนนี้ใส่ NPC มาซะเยอะเลย มีืัทั้งคุณตำรวจ ชาวประมง แถมด้วยพนักงานบริษัทท่านอื่น ๆ ไว้วันหลังจะเขียนแนะนำมานะ มิสนาตาลี เหมือนๆจะเป็นเลขานิดๆของคุณทัตสึมิล่ะมั้ง
Special Thanks : กลัซ,เกล,ซานัน,โนเอล ยังมีอีกหลายคนแต่ส่วนมากมาแค่ชื่ออ่ะ,,- -,, จะค่อยๆเขียนให้เข้าไปหาในอีกหลายๆตอนให้หลังนะคะ ขอบใจอีฟที่ช่วยแก้คำผิดให้ด้วย - - จะพยายามให้น้อยลงนะ
จริงสิใครเห็นทัตสึมิกินข้าวคนเดียว ช่วยเข้าไปนั่งกินเป็นเพื่อนหน่อย เฮียแอบเหงาแต่ขี้อายน่ะ
ทัตสึมิอัพแล้ว ลัลล้า
กดเม้นแล้วหายไปรอบนึง..(เอาใหม่ก็ได้ )
ไว้จะหาโอกาสให้เทียเข้าไปช่วยคลายเหงานะคะ

^
^
^
ช่างมีพลังแห่งความสิ้นหวัง(แล้ว)มากมายเหลือเกิน
(ทำให้คนเข้าใจผิดมากี่คนแล้วค่ะเนี่ย =w="")
โอ้ มีน้องนันด้วย
น้องนันในมุมมองของลุงทัตซึมิ เป็นอย่างนี้นี่เอง >///<
ขอบคุณที่เขียนถึงนะคะ *ดีใจ*
อ่านๆแล้วรู้สึกว่า ชีวิตชายโสดทำไมมันช่างเปล่าเปลี่ยวยังงี้นะ
เหมือนหนึ่งวันของทัตสึมิจบไปแบบ เปลี่ยวๆไงไม่รู้
อยากในกระชุ่มกระชวยกว่านี้จัง
อา.. ใครก็ได้ ชวนทัตสึมิ ไปเต้นแอโรบิค ปลดปล่อยความเครียดที ...
รู้สึกอยากชวนคุยจัง
#1 By yooney มาเยือน~ on 2009-01-25 00:06