[BT]Tatsumi 001 - Four letters word

posted on 07 Feb 2009 12:46 by kugutsu  in Blodwen

                                                       Entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Blodwen จ้ะ 

 

[Blodwen] Tatsumi 001-  All she needed was a four letters word.

 

"ทัตซึมิ คุณรักฉันรึเปล่า"

ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถามจากปลายสาย

 เมื่อหันมองตัวเลขดิจิตอลบนโทรศัพท์สำนักงาน ผมพบว่าเธอถือสายรอผมเกือบยี่สิบนาทีเต็มเพียงเพื่อถามคำถามนี้

 

"รักครับ"

ผมตอบ เธอเงียบไปครู่ใหญ่ ระหว่างนั้นผมหมุนปากกาในมือ สายตาไล่อ่านรายงานการประชุมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ไม่มีเสียงตอบรับจากคู่สนทนา

 

"ที่รัก ผมรักคุณครับ"

ผมย้ำอีกครั้ง พลางนึกภาพร่างบอบบางของเธอยืนพิงเคาน์เตอร์ในครัว ใช้นิ้วม้วนสายโทรศัพท์ไปด้วย

เธอมักจะกัดริมฝีปากล่างเบาๆ เวลาใช้ความคิด

ถ้าเพียงแต่ผมจะเข้าใจสักนิดว่าเธอคิดอะไรอยู่

 

"คุณไม่ได้ยืมมาใช่มั้ย?”

 

เธอถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบไป

 

"ยืม?"

 

"ที่คุณพูด เวลาที่คุณพูดว่ารักฉัน ฉันรู้สึกเหมือนคุณยืมมันมาจากที่ไหนซักแห่ง"

 

ผมวางปากกาลง ถอดแว่นออก ไม่เข้าใจว่าภรรยาของผมเอาความคิดเช่นนี้มาจากไหนแน่

 

"เปล่าครับ ผมไม่ได้ยืมคำนั้นมาจากไหน ผมคิดของผมเอง"

 

"ค่ะ" เธอตอบรับเสียงแผ่ว เธอนิ่งเงียบไปอีกนาน แต่ยังไม่วางหูโทรศัพท์

 

"ที่รัก ให้ผมกลับไปรับคุณตอนกลางวันดีมั้ย บางทีเราน่าจะทานข้าวกลางวันด้วยกันนะ"

ผมเสนอ ระยะทางระหว่างที่ทำงานกับที่บ้านใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที ผมสามารถรับเธออกมากินข้าวกลางวันด้วยกันสบายๆ

 

เธอเงียบไปพักหนึ่ง

 

"อย่าดีกว่าค่ะ" เธอตอบ

 

"คุณมีเวลาพักแค่แป๊บเดียวเอง อีกอย่างฉันเศร้าทุกทีเวลาต้องแยกกับคุณ"

 

แม้จะแค่ไม่กี่ชั่วโมง อย่างนั้นน่ะหรือ

 ผมคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา

 

"ครับ" ผมตอบรับ "ถ้างั้น เลิกงานแล้วผมจะรีบกลับบ้านไปหานะ"

 

ผมพูดก่อนจะวางสาย

 

เย็นวันนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ผมพบเธอกำลังหลับอยู่บนโซฟา ใบหน้าหวานแบบลูกครึ่งที่ผมหลงใหลหลับสนิท

คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากัน ผมนั่งลงข้างเธอ เอื้อมมือปัดผมสีน้ำตาลอ่อนที่ตกลงมาปรกใบหน้าออก

ใต้ตาเธอแดงช้ำ ...  เธอเพิ่งร้องไห้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ผมถอนหายใจ ก่อนจะโน้มตัวลงจูบแก้มเธอ

"ผมรักคุณนะ ผมกระซิบเบาๆ

 

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเธอไม่ได้ยินคำพูดของผม

ผมหมายถึง แน่อยู่แล้วเธอหลับอยู่

 .. แต่แม้เธอจะตื่น  ผมก็ไม่คิดว่าเธอจะได้ยินมัน

 

 

"แล้วเกิดอะไรขึ้น" ชีล่าถามขึ้นหลังจากนิ่งรับฟังมาพักใหญ่

 

 ที่เคาน์เตอร์ในบาร์ มีเพียงเราสองคนนั่งอยู่ เธอนั่งข้างผมเท้าคางฟังเรื่องที่ผมเล่า เสียงเพลงจากบนเวที เงียบไปแล้ว วงดนตรีกำลังเก็บของลงจากเวที ถัดจากนั้นไม่ไกล ผมเห็นเอเซนนั่งอยู่เธอถือกีตาร์รูปทรงประหลาดที่ผมไม่เคยจำชื่อได้ไว้ในมือ

 

ผมหันหน้ากลับมาหาหญิงเจ้าของบาร์ เธอกำลังรอฟังต่อ นิ้วมือเรียวยาวของเธอหมุนที่รองแก้วเล่น แต่สายตามองผม

 

"หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เธอโทรหาผมที่ทำงาน ถามคำถามเดิม" ผมเล่าต่อ พลางใช้นิ้วชี้ดันแว่นให้เข้าที่

 

"ผมตอบเหมือนเดิม แต่พอตอนเย็น ผมกลับถึงบ้าน..."

 

"เธอก็ไม่อยู่แล้ว" ชีล่าต่อให้

 

ผมพยักหน้า

 

"นั่นเป็นวันเดียวกับที่คุณเปิดร้านนี้" ผมบอกเธอ ชีล่ายิ้มออกมา เวลาเธอยิ้มตาเธอจะหรี่ลง ที่ปลายหางตาปรากฏรอยเล็กๆ ชวนมอง

 

"ฉันจำวันนั้นได้ คุณมาตั้งแต่ร้านเปิด ไม่พูดไม่จา นั่งปักหลักอยู่ตรงนั้น" เธอพเยิดหน้าไปทางมุมร้าน

"ดื่มหนักตั้งแต่บาร์เปิดยันปิด เมาไม่รู้เรื่อง ต้องให้คนช่วยลากกลับ ตัวปัญหาน่าดู แต่ก็ยังดี ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าเมืองนี้มีขี้เมาแบบคุณอีกซักคนสองคน ร้านฉันต้องไปได้ดีแน่ๆ"  

 

"ร้านคุณก็ไปได้ดีนี่" ผมตอบ หันหน้าไปอีกทาง ไม่ไกลจากเวที จิตรกรนั่งอยู่กับแชลลี่ ชีน จิตกรกำลังยกแก้วดื่มไม่ยั้ง ส่วน ชีน หมอนั่นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาซะให้ได้... หรือร้องไปแล้วก็ไม่รู้

น่าอิจฉา คนที่คิดอยากจะร้องไห้ ก็ร้องได้

 

"เสียมารยาทจริง! เขาไม่ใช่ชี้เมาซักหน่อย เป็นลูกค้าเจ้าประจำเฉยๆย่ะ"  เธอตีแขนผม  ผมหัวเราะเบาๆ หันกลับมาหาเธอ

 

"วันนั้นผมดื่มหนัก หนักที่สุดในชีวิต"

 

"ใช่ เพราะหลังจากนั้น นานๆทีคุณถึงจะโผล่มา แล้วก็นะ ฉันจำได้ว่าเช้าวันถัดมาฉันไปที่ธนาคารเพื่อเปิดบัญชี เจอคุณใส่สูทผูกไทมาดนายธนาคาร พนักงานดีเด่นด้วย แทบช๊อกแนะ" ผมยิ้มให้กับความเห็นของเธอ

 

"ใช่ วันถัดมาผมตื่นเช้า ล้างหน้าแปรงฟัน ไปทำงานตามปกติ ปกติจนผมกลัวตัวเองเลย" ผมตอบเธอ ยกแก้วเหล้าขึ้นหมุน น้ำข้างในหมดไปนานแล้ว ผมยกแก้วขึ้นเป็นสัญญาณเรียกบาร์เทนเดอร์

 

"เหมือนเดิมครับ" ผมบอกเมื่อเขาเดินมาใกล้ บาร์เทนเดอร์หนุ่มพยักหน้า เขาหันไปเติมเหล้าให้ผม

ชีล่าถามต่อ

 

"คุณไม่ได้ตามหาเธอ?"

 

"ไม่"

 

"ทำไมล่ะ"

"เพราะผมไม่รู้จะทำยังไง" ผมถอนหายใจ ชีล่ายังคงจ้องหน้าผมอย่างคาดคั้น

 

"ผมไม่รู้จะทำยังไงหากผมพบเธอ ผมไม่รู้จะจัดการกับเธอยังไง" แก้วเหล้าถูกนำมาเสิร์ฟให้ตรงหน้า ผมยกมันขึ้นจิบเบาๆ

 

"ฉันไม่เข้าใจ คุณรักเธอ นั่นไม่พอหรือ?"

 

"คุณก็รู้ว่าแค่รักไม่พอ ไม่งั้นคุณคงไม่มาอยู่ที่นี่" ผมหันไปยิ้มให้เธอ ชีล่านิ่งกับคำตอบของผม เธออนุญาตให้ผมเห็นแววตาวูบไหวแสนเศร้านั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมา

 

"ทัตซึมิ อย่ามาทำรู้ดีน่า" 

 

"ผมไม่รู้หรอก คุณไม่เคยเล่าเลยซักครั้ง" ผมตอบ

 

"ไม่มีเรื่องให้เล่านักหรอก กลับมาเรื่องของคุณดีกว่า" ชีล่าเบนเรื่องกลับมาที่ผม

 

"เธอไม่เหมือนคนอื่น" ผมต่อเรื่อง

 

"ทุกครั้งที่ผมกอดเธอ เธอดูเจ็บปวดเหมือนจะตายซะให้ได้ .."

 

"ก็คุณมันซาดิสม์นี่ ทัตซึมิ" เธอพูด มองผมด้วยท่าทีขบขัน ก่อนจะยกแก้วค๊อกเทลของเธอขึ้นดื่มบ้าง

"ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย!!"

 

"ฉันล้อเล่นน่า ว่าต่อไปสิ"

 

ผมมองมือซ้ายของตัวเอง แหวนแต่งงานถูกถอดออกนานแล้ว แต่ในบางครั้งกลับรู้สึกเหมือนมันยังคงสวมอยู่บนนิ้วผมไม่ได้หายไปไหน

 

 เวลาผ่านไปชั่วครู่ นานพอให้ผมรวบรวมคำพูดที่พอจะอธิบายถึงอดีตภรรยาของผม ถึงความทรงจำระหว่างเรา

 

"อย่างที่คุณพอจะรู้ เธอโศกเศร้าอยู่เสมอ คุณบอกได้เวลาคนที่คุณรักเจ็บปวดจริงไหม นั่นล่ะ ที่แย่ที่สุดก็คือ เวลาที่ผมกอดเธอ ผมรู้สึกเหมือนอ้อมกอดของผมเป็นพิษต่อเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็กอดผมแน่นเหมือนผมเป็นสิ่งสุดท้ายบนโลก

 ผมบอกรักเธอบ่อย  บ่อยเท่าที่เธอต้องการ แต่เหมือนมันไม่เคยพอ บางครั้งเวลาผมบอกรักเธอ เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาซะตรงนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็คะยั้นคะยอให้ผมพูด"

 

 ผมหมุนแก้วเหล้าในมือ ใบหน้าอดีตภรรยาที่ไม่ได้พบมาสามปีกว่ายังคงแจ่มชัดในความทรงจำ คุณไม่มีทางลืมดวงตาเศร้าๆของเธอได้ ไม่มีทางเลย

"ผมไม่เคยเห็นใครเศร้าได้ขนาดนั้น ความเศร้าขนาดหนักของแท้ เข้มข้นจนผมท้อใจ... ผมเคยคิดจะฆ่าเธอด้วยซ้ำตอนเราอยู่ด้วยกัน"

 

ชีล่านิ่งเงียบไป ผมหันไปมองเธอ ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองผมเหมือนไม่ไว้ใจ

 

"ผมทำไมได้หรอกน่า ก็แค่ความคิดชั่ววูบ ที่ผมจะบอกคุณก็คือ เธอเศร้าขนาดหนักในช่วงครึ่งปีหลังที่เราคบกัน แล้วผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย" 

 

ผมยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม รู้สึกถึงความร้อนของของเหลวในแก้วไหลผ่านลำคอ เวลาผ่านไปหนึ่งหรือสองนาที ที่ไร้คำพูด ชีล่าไม่ตอบอะไร เรานิ่งเงียบ บนเวที เอเซนเริ่มเล่นเครื่องดนตรีของเธอ ผมไม่รู้ว่าเพราะเป็นเครื่องดนตรีนั้น หรือเพราะตัวเธอกันแน่ แต่ทำนองที่ออกมาชวนให้นึกถึงคู่รักโบราณที่พลัดพรากตลอดกาล ผมไม่เข้าใจว่าสิ่งใดบนโลกจะพาให้สาวอายุน้อยอย่างเอเซนเล่นเพลงที่ให้ความรู้สึกปวดร้าวได้ขนาดนี้

 

"ทัตซึมิ บอกฉัน คุณรักเธอหรือเปล่า" ชีล่าถามขึ้น แทรกทำนองเพลงเศร้าโศก ผมเบือนหน้ากลับมามองเธอ

ดวงตาสีเทาเจือฟ้าของเธอมองตาผม ผมคุ้นชินกับแววตาแบบนี้ของเธอ เธอมักจะมองคุณแบบนี้เวลาที่เธออยากให้คุณตอบคำถามที่สำคัญมากๆ  สี่หรือห้าวินาทีได้ที่เราจ้องตากัน เหมือนทุกๆครั้ง ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

 

"บางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าตัวผมเอง เป็นคนที่ทำให้เธอเจ็บปวด" ผมบอกเธอ

 

 "คุณไม่ได้ตอบคำถามฉัน"

 

ผมอยากยิ้มให้เธอ แต่ยิ้มไม่ออกอีกแล้ว ได้แต่ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอีกครั้ง เธอรู้ว่าผมจะไม่ตอบคำถามนั้น แต่นั่นก็มากพอสำหรับเธอแล้ว

 

 ชีล่าพับที่รองกระดาษแบ่งครึ่งก่อนจะวางมันคว่ำลงบนโต๊ะ ผมเหลือบมองเธอ จากที่หันมองผมอยู่เธอเบือนหน้ามองตรงไปข้างหน้า ข้างฝาหลังเคาน์เตอร์ มีโปสการ์ด แขวนห้อยอยู่หลายใบ ผมเดาว่ามันมาจาก คนรักที่อยู่ห่างไกลของเธอ อย่างที่ผมบอก ผมไม่รู้เรื่องเธอ ได้แค่คาดเดาไปเองทั้งนั้น  เธอนั่งเงียบอยู่หลายนาที จนผมไม่แน่ใจว่าเธอกำลังคิดเรื่องผม หรือเรื่องของตัวเองกันแน่  แต่แล้วเธอก็พูดขึ้นมา

 

"ฉันรู้ว่าแค่ความรักมันไม่พอ ทัตสึมิ แต่ฉันไม่ก็เคยหันหลังให้มัน" ผมคิ้วขมวดหันมองเธอ ด้วยความประหลาดใจ

"ผมพยายามแล้ว ผมทำทุกอย่าง ตอนที่เราคบกัน..."

"แต่ตอนทีเธอจากไป คุณไม่ได้ทำอะไรเลย" ชีล่าแย้ง เธอหันมามองผม ดวงตาสีอ่อนของเธอซ่อนแววเศร้าโศก แต่ไม่ใช่เพื่อตัวเธอเอง 

"เธอต้องการคุณทัตสึมิ เธออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ"

"แต่ผมทำให้เธอเจ็บปวดนะ" 

"ใช่ค่ะ ถึงคุณจะทำให้เธอเจ็บปวด เธอก็ยังต้องการคุณ ผู้หญิงน่ะเป็นแบบนั้นแหล่ะ แต่มันไม่เหมือนกันสำหรับคุณ ถึงไม่มีเธอคุณก็ยังมีชีวิตอยู่ได้" ดวงตาของเธอวูบไหว เธอหรี่ตามองผม สีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะพูดประโยคต่อไป

 

"เพราะฉะนั้น คุณถึงได้โล่งใจ ตอนที่เธอจากไป" เมื่อเธอพูดจบ เพลงหยุดลง ผมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวลด

น้อยลงจนเกือบหายใจไม่ออก เธอยิงเป้าตรงประเด็น ทว่ามันไม่ใช่การโจมตี ไม่ใช่แม้กระทั่งการเตือนสติ เธอเพียงแค่พูดมันออกมา

 

ความเงียบงันจู่โจมแช่มช้า ผมได้ยินเสียงปรบมือให้กับเพลงบนเวที ได้ยินเสียงคนพูดคุย ได้ยินเสียงเอเซนดีดเครื่องดีดของเธอลองโน้ตเพื่อเล่นเพลงถัดไป แต่เสียงเหล่านั้นฟังดูห่างไกลมากกว่าจะอยู่ในห้องเดียวกัน ผมเท้าศอกกับเคาน์เตอร์ ยกมือปิดหน้า รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรซักอย่างจุกอยู่ที่คอ

 

ผมทิ้งเธอ ผมบอกว่ารักเธอ แต่ผมก็ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง  

 

อย่าคิดมากทัตสึมิ ฉันรู้ว่า คุณรักเธอจริงๆ อย่าได้สงสัย อย่าโทษตัวเอง ชีล่าพูดขึ้น น้ำเสียงปลอบโยน

 

คนเราคิดกันไปเองว่าถ้ารักแล้วต้องทนได้ทุกอย่าง ต้องสู้จนถึงที่สุด ต้องเสียสละทุกสิ่ง แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป อย่าสร้างอิมเมจของความรักขึ้นมาเอง เชื่อความรู้สึกของตัวเองขณะที่รักก็พอแล้ว ไม่ใช่ความรักของทุกคนหรอกที่เพอร์เฟคเหมือนในนิยาย คนส่วนมากยอมแพ้ในท้ายสุด แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ได้รัก หรือไม่เคยรัก

 

น่าเจ็บใจชะมัดเลย ผมบอก ไม่ได้เงยหน้ามองเธอ แต่กลับรู้สึกถึงรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของชีล่า รอยยิ้มเงียบงันที่ไม่อาจมีสิ่งใดแตะต้องได้

 

ค่ะ

ชีล่าไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอรู้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

ผมฟุบหน้าลงบนเคาร์เตอร์ ฟังเสียงเพลงของเอเซน เธอกำลังเล่นเพลงเก่าของแนท คิงโคล ต้นฉบับเล่นด้วยเปียโน ทว่าเมื่อเล่นด้วยเครื่องดีด เพลงนั้นให้ความรู้สึกเหมือนผมยืนอยู่สุดปลายโลกที่อิมเมจของความรักนั้นอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง เมื่อถึงท่อนร้อง ชีล่าร้องคลอตามไปเบาๆ อนุญาตให้มีเพียงผมที่ได้ยิน

  And Then one day

A Magic day he passed my way

And while he spoke of many things , fools and kings

This he said to me

"The greatest thing you'll ever learn is just to love and beloved in return"

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

เรายืนอยู่หน้าร้าน เสียงเพลงในร้านเปลี่ยนเป็นเพลงจากวงดนตรี พวกเขาเล่นเพลงโคเวอร์ของ โอเอซิส บรรยากาศในร้านเปลี่ยนจากตอนที่เอเซนขึ้นเล่นไปคนละทาง  

 

 ข้างนอกร้าน ต้นซากุระ ต้นใหญ่ตั้งตระหง่าน ดอกสีชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น ผมจำสีหน้าตื่นเต้นดีใจของภรรยายามที่รู้ว่าบ้านที่เราซื้อมีต้นซากุระใหญ่โตขนาดนี้อยู่ตรงข้าม รอยยิ้มของเธอล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใดที่ผมรู้จัก

 

ดอกไม้ดอกหนึ่งหลุดจากต้น ปลิวลงมาตกตรงหน้าเรา ผมคว้ามันเอาไว้ ส่งให้ชีล่า

 

ขอบคุณสำหรับคืนนี้ ผมบอกเธอ  

ช่างไม่ลงทุนเอาซะเลย ทัตสึมิ เธอบอกด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ก็รับมันไว้

ใกล้จะวาเลนไทน์แล้วแท้ๆ

ยังไม่ถึงซักหน่อย ไว้ถึงตอนนั้นผมจะหาที่ดีกว่านี้มาให้คุณแล้วกัน ผมตอบ

ไม่ต้องลำบากหรอก อุดหนุนร้านฉันให้มากกว่านี้ก็พอ มีอย่างที่ไหนนั่งตั้งนานกินไปนิดเดียว เสียเวลาฉันชะมัด เธอบ่นอุบ ตอนนั้นเองที่ผมพบว่าตัวเองกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

 

 

ก่อนจากกันชีล่าหันมาถามผม

 ทำไมอยู่ๆคุณถึงอยากคุยเรื่องนี้ล่ะ คิ้วของเธอเลิกขึ้นเล็กน้อยฉันหมายถึงมันผ่านมาตั้งสามปี

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง นานเท่าที่คนถามจะสามารถทนรอได้

ภรรยาของผมพยายามฆ่าตัวตายอีกแล้ว แม้จะลังเล แต่ผมก็บอกเธอในที่สุด

พี่สาวของเธอโทรศัพท์มาหาผมเมื่อคืนก่อน โทรมาขอความช่วยเหลือ

 ขอให้คุณไปดูอาการเธองั้นเหรอ ชีล่าถามขึ้น

ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ

เปล่าครับ เขาขอร้องไม่ให้ผมส่งดอกไม้หรืออะไรก็ตามไปให้เธอในวันวาเลนไทน์ หรือโอกาสไหนๆก็ตาม อาการของเธอจะแย่ขึ้นหากคิดถึงเรื่องผม

ผมตอบ ชีล่าเม้มปาก เหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้

คำตอบของผมถูกปล่อยลอยค้างเติ่งในอากาศ ผมรู้ว่าคงไม่มีโอกาสได้พบอดีตภรรยาอีกแล้ว

ผมอยากขอโทษเธอ ผมอยากทำอีกหลายสิ่ง แต่มันสายเกินไป เปล่าประโยชน์ที่จะอาลัยอาวรณ์

 

เรายืนอยู่ข้างกันซักครู่ ก่อนที่ผมจะบอกลาเธอในท้ายสุด

 

เมื่อเดินถึงหน้าบ้านผมหันไปมองชีล่าอีกครั้ง เธอกำลังยืนเอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองดอกไม้บนต้น สีหน้ายากจะอ่าน ชั่วขณะหนึ่งผมคิดในใจ ถ้าหากคนรักของเธอยืนอยู่ข้างเธอตอนนี้จะดีแค่ไหนกัน

 

 

[end part]

Author's Note : ก่อนอื่นขอขอบคุณ เทพหมี  ที่ยอมให้เราเอาเจ๊ชีล่า มาโซ (ฮา) มาเขียน คริๆ คิดว่าพ่อม่ายแม่ม่ายคู่นี้น่าจะเข้าใจกันได้ดี แล้วมันก็ออกมาเป็นที่พออกพอใจเราทีเดียว (หลัีงจากมองไปรอบบลอดเวนแล้วยังไงก็ต้องเจ้เนี่ยแหล่ะที่จะคุยเรื่องนี้ ฮ่าๆ) สองคนนี้อยู่เมืองนี้มานานแล้ว อย่างทัตสึมิน่าจะอยู่มาประมาณ ห้าปี ส่วนเจ้ก็ สามสี่ปี (ใช่ม่ะ) :)  อืม แบบนี้ล่ะโอเคแล้ว

อาแต่งได้แต่เรื่องแนวนี้ *กลิ้งหมุนตัว* แนวรักเนี่ยแหล่ะ ถูกแล้ว !!! (เหรอ)ทัตสึมิโศกได้อีก กรั้กๆ  แต่ถ้าคิดว่าตานี่ เป็นพวกที่ ปล่อยภรรยาที่มีแนวโน้มฆ่าตายให้หนีหายไปจากบ้าน โดยไม่ทำอะไรเลย ก็โคตรเลือดเย็นเลย (หึ) จริงๆมันก็คงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่(ซะงั้น) แถมยังชอบขับรถชนสัตว์เป็นงานอดิเรกอีกด้วย (หึหึ *ขยับแว่น ปิ้งง* )   .... นั่นสินะ ไออิมเมจ ขยับแว่น ปิ้งง  นั่นแหล่ะถูกต้องแล้วล่ะ - -;;

อา แล้วก็ขอบคุณ เอเซน (อยากเขียนถึงให้มากกว่านี้ค่ะ เอาไว้โอกาสถัดๆไปนะ คิดว่าเป็นสาวเท่ๆ ที่น่าสนใจอ่ะ ) เพลง Nature boy ของแนทคิงโคง มันเป็นเพลงร้องคลอเปียโน ตอนแต่งก็นึกไม่ออกหรอกว่าถ้าใช้เครื่องนั่นดีดจะออกมาเป็นยังไง (คิดว่ามันคงแอบเพี้ยนนิดๆ แต่ก็เอาน่า ไม่เปนไรหรอก กรั้กๆ)   โอ้แล้วก็ขอบใจ จิตกร ก่ะชีน ที่มานั่งเมาร้องไห้กันอีกครั้ง (กร้ากๆ พวกนายก็นัดกันมาบ่อยๆแล้วกันนะ ขอโทษที่ไม่ขอก่อนนะจ้ะ) อุฮิ บ้านอยู่ใกล้บาร์เหล้านี่ดีจังแห้ะ


แปะแบนเนอร์ให้เจ๊มาโซ 




แล้วก็ ทัตซึมิก็มีแบนเนอร์นะยะ น้องเทียร์ทำให้ อุฮิ
Tatsumi
สตาร์บัค (ห้ะะะ !!) เลยด้วย กรั้กๆ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นึกถึงบาร์เหล้าของฮาจิเมะขึ้นมาพิกล

(ขอโทษฮะ พออ่านเรื่องของพี่เชค ผมมักจะผูกโยงถึงบางสิ่งในมุราคามิอย่างอัตโนมัติ...ไม่, ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพียงแค่เกี่ยวพันกันเท่านั้น)

อ่านเรื่องของทัตซึมิแล้วเศร้าแปลกๆ...ทั้งๆที่รู้ว่ารัก แต่พอทัตซึมิพูดว่า "รัก" มันกลับดูเหมือนการพูดตามหน้าที่มากกว่าการพูดออกจากใจ (หรือแท้จริงแล้ว การพูดออกมาบ่อยเกินไปทำให้คำๆนั้นมันดูจืดจางลงกันแน่หว่า?)

ขอบคุณที่เขียนเรื่องออกมาให้ได้อ่านครับ...

ป.ล. คิดถึงฟิคสมัยก่อนของพี่เชคอ่ะ

#1 By aki on 2009-02-07 13:30

อา สนุกจัง

นี่มันเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกันนี่นา... ไม่ดีเลยนะทัตสึมิ...แบบนี้ไอ้ที่เล่าไปพูนิก้าก็ได้ยินหมดน่ะสิ (เฮ้ย! ได้ไง =[]=;;;)

อา...นึกว่าทางนั้นหนีไปเพราะเซ็งทัตสึมิเสียอีก อา...

แบบนี้ฉากจบแบบBad Endingของทัตจังจะต้องเป็น "ทัตสึมิตามไปฆ่าภรรยาถึงที่เพราะทนคิดถึงเธอต่อไปไม่ได้และเธอก็ทนไม่ได้เช่นกัน " งั้นสินะ.... (หนักกว่าBad Endingของกรที่เป็นมะเร็งและตับแข็งซะอีก...)

ตกลงทัตสึมิจริง ๆ แล้ว "ปิ๊งแว้บ" สินะ...

#2 By ++Wadoiji++ on 2009-02-07 13:31

ขอบคุณค่าที่มาชวนคุยด้วยดีใจมากๆ อ่านแล้วสนุกด้วย >w<

เขียนนิสัยชีล่าแบบใช่เลย ชีล่าเป็นพวกที่..ถ้าไม่มานั่งที่บาร์ ก็แปลว่ายังไม่อยากคุย จะไม่ค่อยไปคุยก่อน เพราะถือว่าลูกค้าคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าเดินมาเมื่อไหร่ แสดงว่าต้องการใครสักคนที่จะฟัง ซึ่งชีล่าก็จะอยู่ตรงนั้นเสมอค่ะ

ส่วนจะพูดเรื่องตัวเอง...ชีล่าไม่ค่อยพูดแฮะ แต่ถ้ามีคนถาม นึกครึ้มๆ อาจจะบอก

ไมไ่ด้ตัดความรักทิ้ง มันก็ยังอยู่ ไม่หายไปไหน เพียงแต่ตอนนี้ขออยู่ใกล้กับสิ่งที่อยากทำมากกว่า...big smile

#3 By [BT] Shila @ Brown Sucre Bar on 2009-02-07 13:45

นี้มันเรื่องผู้ใหญ่คุยกันจริงๆด้วย อาๆ =[]=""

คุณชีล่าาาาาาาาา โฮวววว ชอบคุณชีล่าา XD (หลงประเด็น..)

อ่า..เศร้าอ่ะพี่ =[]="" เศร้าเป็นบ้าเลย โฮววว oTL...
เรื่องแบบนี้นินะ.....ฮึก oTL...

กรกะชาลี ฮ่าๆๆๆๆ แม่มม oTL... ถ้ามองจากทัตสึมิแลจะฮายังไงไม่รุแฮะ

bad ending .....oTL พี่โด๋ยนี้ช่างสรรหา..

ปล. ทัตสึมิ .....ทัตซึมิ....../สั่นกึกๆๆ

#4 By Kid [Naokun] on 2009-02-07 13:47

... โอ ผู้ใหญ่เค้าคุยกันจริงๆค่ะ : - )

อ่านคุณทัตแล้วรู้สึกเศร้าพิกล

เหมือนสมัยก่อน ถูกเจ๊อดีตภรรยาล่ามโซ่ไว้ก็ไม่ปาน อา... แล้วจากการที่ภรรยาหนีไป เลยเหมือนโซ่ที่ถูกล่ามได้ถูกปลดออก เลยรู้สึกโล่งใจขึ้น..มั้งคะ?


โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่า คำว่ารัก ที่พูดบ่อย บางครั้ง อาจะทำให้รู้สึกเหมือน"คุณค่า"มันลดน้อยละมั้ง? เหมือนพูดเพราะหน้าที่ มากกว่าพูดจากใจน่ะค่ะ (อืมๆๆ = =)

เจ๊ชีล่าสุดยอดมาก!!! นี่สินะ สาวใหญ่ประจำเมือง
เป็นที่พึ่งยามยากได้จริงๆ >w<b!

แอบฮาเม้นพี่โด๋ย... ฮา~~

#5 By Amina Eirwen on 2009-02-07 14:23

แบบว่ากรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


พี่เชคขา พี่เชคสุดยอด ลูตกหลุมรักพี่เชค


ชอบบรรยากาศแบบนี้มากๆๆๆๆๆ
โอ๊ย พี่เชคสุดยอด คุณชีล่าสุดยอด
คุณภรรยาน่ารักมาก คุณทัตสิมึ(เลือดเย็น)สุดยอด /พี่เชคตบ

ชอบมาก ชอบฟิคเรื่องนี้มากจริงๆค่ะ
ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่คุณทัตสึมิก็บอกรักนะ
แต่เข้าใจเลยว่า ทำไมคุณภรรยาถึงยังร้องไห้
พี่เชคเขียนสื่อออกมาได้ดีมากๆๆๆๆๆๆ TuT กรี้ด ขอเป็นแฟนคลับพี่เชคคค

รอตามอ่านฟิคเรืองอื่นนะคะ XD

#6 By Luscinia on 2009-02-07 14:34

อ่านแล้ว ... ยอมรับว่ารุ้สึกหนักใจเอามากๆ (ฮา)
ไม่รุ้ทำไมแต่ตัวมันหนักๆ รู้สึกเหนื่อยๆด้วยแฮะ
(กร๊าก กอ่านไปกินขนมไป ไม่หนักได้ไง)
รุ้สึกเป็นห่วงสองคนอย่างบอกไม่ถูก (ฮา)

โฮรววว เศร้า ... กระนั้น เราก้ยังไม่ค่อยจะเข้าใจในความคิดของทั้งทัตสึมิและภรรยาเท่าไหร่
แต่คิดว่ามันคงเป็นอะไรที่ทรมานและกดดันมาก

ฮา สุดท้ายอิมเมจทัตซังคือ ขยับแว่น ปิ๊ง
/me ทุบโต๊ะ ปึงๆๆๆๆๆๆๆ

#7 By Pupu Meteor on 2009-02-07 16:04

เอาเข้าแล้วสิ งานสาวมุราคามิตัวจริง อ่านแล้วได้อารมณ์อ่านเรื่องแปลคุณนพดล (ไม่ได้จะว่านะ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ยังไงมันก็คืองานเชค)
เขียนออกมาได้มีเสน่ห์เหมือนเคยจ้ะ big smile อ่านแล้วชอบ ยังไงก็ยังยืนยันว่าเชคเขียนแนวนี้ได้ดี

#8 By อีฟ on 2009-02-07 16:52

อ่านแล้วรู้สึกว่าจริงๆแล้วชีวิตคุณทัตสึมิก็เศร้าดีแท้

เหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของภรรยาคุณทัตสึมิน่ะค่ะ แต่มันก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน =[]=!

ชอบคุณชีล่าจริงๆน่ะค่ะเนี่ย

#9 By ป้าซาบ on 2009-02-07 17:16

อ่านแล้วได้ฟีลเหงาๆ โหวงๆ

รู้สึกว่าทัตสึมิมีความเป็นพ่อบ้านญี่ปุ่น (มนุษย์เงินเดือน) ในขณะที่ภรรยาไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่จะเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นได้ แต่ก็น่าเศร้าที่ไม่สามารถจบลงด้วยดี

Nature Boy เคยฟังที่เป็นวงเล่นประกอบน่ะค่ะ มีอยู่วรรคหนึ่งที่เป็นไวโอลินโซโล่ขึ้นมา เสียงบาดหัวใจมากเลย

แอบตกใจนิดหน่อย รู้สึกเหมือนจำได้ว่าไม่เคยเขียนไว้ว่าเอเซนเล่นดนตรีแนวไหน แต่ที่จริงคือจะชอบเล่นแนวๆ เพลงสเปน (พวกสไตล์สแปนิชกีตาร์) หรือเพลงที่คนอื่นมักบอกว่า "เพลงอะไรก็ไม่รู้ แต่ฟังๆ ไปก็เพราะดี" ไม่อย่างนั้นก็จะเล่นพวกเพลงเก่าๆ หน่อย แนวๆ โคล ซิเนตร้า ใช่เลย cry บางอารมณ์ก็จะเล่นไปเรื่อยๆ แบบว่ามองผู้คนแล้วก็เล่นออกมา (อารมณ์ประมาณหนังเรื่อง The Legend of 1900)

เห็นทั้งบรรยากาศในร้าน และอิมเมจของตัวละครทุกตัวชัดเจนมากเลยค่ะ ขนาดกรกับแชลลี่โผล่มาย่อหน้าเดียวแต่ก็ให้ความรู้สึกชัดเจน

เกิดความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า...อยากเห็นกรกับทัตสึมิดื่มเหล้านั่งคุยกันจัง

#10 By Cyanic on 2009-02-07 17:39

อ่านแล้วรู้สึกว่า ทัตสึมิ รัก ภรรยา จริงๆ
แต่สื่อไปไม่ถึงเธอรึเปล่า อืมม บอกไม่ถูก

ชีล่าเหมือนจะเป็นเพื่อนคุย ที่ดีจัง ประมาณว่า เป็นผู้ฟังได้ดีด้วยอ่ะ

คนที่ตัวเองรัก เจ็บปวด เพราะตัวเอง ทั้งที่ก็รักขนาดนั้นแท้ๆ
...มันจะเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายขนาดไหนนะ?

ไม่เป็นไรนะทัตสึมิ ยังไงก็มีพูนิก้าอยู่นี่นา (ฮา~)

สู้ต่อไป ทัตสึมิ double wink

#11 By yooney มาเยือน~ on 2009-02-08 10:07

อา...อ่านแล้วรู้สึกว่ามันหนัก รู้สึกเหมือนเป็นบทสนทนาของผู้ใหญ่ เหมือนตอนพ่อแม่ไล่เราออกจากห้องแล้วค่อยคุยกันเรื่องเศรษฐกิจช่วงนี้ OTL

ความรู้สึกซับซ้อนค่ะ ความรักเป็นอะไรซับซ้อน พี่หมีบรรยายออกมาได้ฟีลมากๆ อ่านแล้วอยากร้องไห้ให้เจ๊ชีล่า รู้สึกว่าทั้งคู่เหมือนกันแต่ก็ต่างกันสุดกู่ (เอ๊ะ ยังไง พูดจาไม่รู้เรื่อง )

ขอเปลี่ยนชื่อจาก brown-sucre เป็นบาร์โศกสลด คนมาเยือนมีแต่ดื่มให้ลืมทุกข์ทั้งนั้น อูวอา

555 แบนเนอร์สตาร์บัคเป็นไอเดียของพี่ลูเจ้าของคุณอาซเค้าล่ะค่ะ ขอยกความดีความชอบให้ ตอนพี่ลูบอกตอนแรกฮาแทบกลิ้งตกเก้าอี้ทีเดียวเชียว

#12 By Demetria Nachtwey on 2009-02-08 14:18

แอบย่องมาอ่าน แต่อ่านจบแล้วจะย่องออกไปเงียบๆไม่ได้ซะแล้ว
ชอบฟีลของตอนที่เขียนนี่มากๆเลยค่ะ ได้อารมณ์เหงาๆเศร้าๆ แค่คำว่ารักมันไม่พอจริงๆด้วย เชคเขียนดีนะ อ่านแล้วเห็นภาพตามในหัวได้เป็นฉากๆเลย ทำเอาพี่กลายเป็นแฟนคลับ BT ไปแล้วแฮะ (กำลังตามอ่านของทุกคนอยู่ 555)

#13 By = a n n = on 2009-02-09 13:20

เก็บเรื่องทัตสึมิ&ชีล่า ไว้อ่านท้ายสุด เพราะคิดว่าตอนอ่านคงต้องคิดตามไปด้วยมากๆ


T_T ตอนสุดท้าย สงสารทัตสึมิจังคะ ตอนที่บอกว่าส่งของขวัญอะไรไปให้ไม่ได้หน่ะ ...
.. เพราะตอนแรกเรารู้สึกว่าทัตสึมิเป็นพวกที่แสดงความรักออกมาบ่อยๆ เหมือนมันบ่อยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (คือหมายถึงว่า ...จริงๆเวลาเราบอกไรซักคน มันต้องเป็นช่วงเวลาที่พิเศษ ใช่ไหมคะ )

แต่พอมาถึงตอนที่แสดงความรักไม่ค่อยได้ คือรู้ว่าถ้าส่งดอกไม้อาการของคุณภรรยาจะแย่ลง แต่ก็ยังจะส่ง ทำยังงี้เหมือนทำร้ายเธอเลย..แต่เรากับรู้สึกถึงความรักมากกว่าตอนแรก

-.- แปลกไหม *อึก

แต่..
-คุณถึงได้โล่งใจ ตอนที่เธอจากไป- TOT" ทำไมอะ..
หรือทัตสึมิคิดว่าคุณภรรยาเป็นของตาย..?
(OTL เราคิดอะไรอยู่เนี่ย..)


ชอบเรื่องแนวนี้จังค่ะ เรื่องที่อ่านแล้วให้ข้อคิดไปด้วย (ถึงจะคิดไม่ค่อยออกเท่าไร แต่รู้สึกสนุกที่ได้คิดตามนะคะ 55)
อยากแต่งได้บ้าง

OTL ...เมื่อไรสมองจะโต T^T"

ปล. แต่งอีกนะพี่เชค ชอบจังคะ TvT~

#14 By lovecook on 2009-02-17 02:23